โอว.... พระจอร์ชเจ้า เป็นครั้งแรกที่หัวข้อซอกหลืบมาแบบไตรภาค
เชื่อเลยว่าคนอ่านส่วนใหญ่คิดในใจ ไอ้ไนท์หนุ่มหมดมุกแน่ๆ ก็เลยจับเรื่องใกล้ๆ ตัวมายำมั่วในตอนเดียวกัน เขียนเอาตัวรอดไปอีก 1 สัปดาห์ เออ ว่าแต่ฟังขึ้นหัวก็น่าสนใจดีนะ ตั้ง 3 เรื่องแน่ะ
ก่อนอื่นผมต้องแสดงความยินดีกับพวกเราชาวไทยด้วยครับ เราเฝ้าอดทนกันมาหลายเดือน หน้าร้อน ฤดูร้อนกำลังจะผ่านพ้นไปแล้วครับ
นับจากนี้จะเป็นการมาของ “ฤดูร้อนตับแตก” ซึ่งเป็นฤดูใหม่ นิวรีลีสของประเทศไทย
ผมเคยชอบอากาศร้อนแห้งของประเทศไทยครับ อาจารย์ท่านหนึ่งบอกผมว่า “แดดทำให้คนไทยแข็งแรง” ผมเองก็ไม่รู้เหตุผล อาจเป็นเพราะแสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรค
แต่จากนี้ครับ มันกำลังจะเข้าสู่ฤดูที่ทั้งร้อน ทั้งชื้น
ผมฟันธงฉับขาดสะบั้น เพราะนี่คือช่วงคาบเกี่ยวระหว่างฤดูร้อน และฤดูฝน
จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว ย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน ฝนมันก็ยังหน้าด้านตกอยู่อย่างนั้น แถมแดดยังไม่ส่องด้วย เป็นอะไรที่หงุดหงิดมาก ได้แต่จุดธูปภาวนาว่าเมื่อลมหนาวพัดมา ก็ให้มันพัดอยู่นานๆ ด้วยเถอะ ขอล่ะเจ๊
แต่เปล่าเลยครับ มันมาพัดให้เย็นเล่นๆ 2 เดือน ก็โดนแดดไล่ไปแล้ว เมืองไทยนี่แสงแดดใหญ่สุดครับ ผมทั้งภูมิใจและผิดหวังกับพลังดวงอาทิตย์
คิดดูเถอะครับ กลางปีนี้ฝนมาไล่แดดไม่ได้หรอก เราจะได้เจอทั้ง 2 อย่าง เตรียมตัวประสาทกินกันได้เลย ไหนพวกที่จะรอฟังผลสอบเอ็นทรานซ์อีก อากาศแบบนี้ ได้เครียดดิ่งเหวกันแน่ๆ
จะว่าไป หน้าร้อนก็มีทั้งดีทั้งเสีย ไม่ใช่ว่าผมเกลียดฤดูร้อนหรอกครับ ผมไม่ชอบอากาศร้อนต่างหาก จำได้ว่าตอนเด็กผมเคยเฝ้ารอช่วงนี้ให้มาถึงเร็วๆ เหลือเกิน ถ้าใครเป็นเด็กจะนึกไม่นานครับ ว่าทำไม
ปิดเทอม.... ไปเที่ยว ทะเล สงกรานต์ ฯลฯ
หน้าร้อนนี่เหมาะกับการปิดเทอมใหญ่ที่สุดแล้วครับ เพราะถ้าฝืนให้เด็กเรียนต่อ ได้เครียดน้ำลายฟูมปากเป็นหมาบ้าคาห้องเรียนแน่ๆ
แต่บางคนก็หนีไม่รอด พวกเขาถูกผู้ปกครองส่งไปลงนรกที่เรียกชื่อสวยหรูว่า “คอร์สซัมเมอร์”
ตอนเด็กผมก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แล้วไอ้ที่ผมไปเรียนจัดมันตารางได้เฮงซวยมากๆ
เข้าเรียน 9 โมงเข้า เรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษจนถึงเที่ยง พัก 1 ชั่วโมง (วิชาแสนรักของตูทั้งนั้นเลย... แทบจะกัดฟันเรียน)
ตอนบ่ายเป็นวิชาพละครับ พี่แกให้ไปเล่นบาสฯ วอลเล่ย์บอล ฟุตบอล กลางแดดเปรี้ยง แล้วแต่จะเลือกชนิดกีฬา เล่นจนถึง 4 โมงเย็น
ไอ้ตอนเช้ามันพอทนได้ครับ แต่ช่วงบ่ายนี่มันไม่ไหวจริงๆ จำได้ว่าวันแรกผมชวนเพื่อนโดดไปนั่งวาดการ์ตูนในห้องน้ำจนถึงเลิก แถมล็อคประตูห้องน้ำใหญ่ซะด้วย
หลังจากวันนั้นผมก็หนีเรียนจนจบคอร์ส ซึ่งจริงๆ เป็นความผิดเต็มๆ ประตู แต่ผมทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้สึกผิด เพราะผมอึดอัดที่จะอยู่ที่นั่น ยอมถูกไม้เรียวฟาด 1 วัน ดีกว่าต้องเล่นกลางแดดเปรี้ยง 30 วัน
ตอนเด็กทำไมเราถึงได้ชั่วอย่างนี้....
จากเคสที่เคยผ่านมา มันทำให้ผมกล้ายืนยันเลยครับว่า ยังไงหน้าร้อนก็เหมาะกับการผ่อนคลายมากกว่า
ความร้อนมีอาณุภาพเปลี่ยนความตั้งใจคนมากกว่าความเย็นครับ
หากไข่ไก่โดนความร้อนแล้วกลายเป็นไข่ลวกฉันใด คนเมื่อโดนความร้อนก็เปลี่ยนไปได้ฉันนั้น
ความร้อนนี่ก็เหมือนความกดดันนะครับ ว่าอย่างผมมั้ย ใครที่เอาชนะความร้อนได้ ใครที่ต้องทำงานกลางแดดแล้วรู้สึกมีความสุขนี่ผมยกนิ้วให้เลย ท่านได้บรรลุแก่นแล้ว
น้องๆ ที่อ่านอยู่เริ่มร้อนบ้างหรือยังครับ.... ผมจะได้จูงเข้าเรื่องเย็นๆ บ้าง
นอกจากนี้ครับ ฤดูร้อนยังทำให้น้ำมีค่ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ การดื่มน้ำเย็นๆ หรือไปว่ายน้ำ
ในความกดดันนั้น ถ้าได้เจออะไรเย็นๆ นะครับ เป็นอะไรที่รู้สึกดีเป็นบ้าเลย แม้จะเย็นเป็นช่วงๆ ก็เถอะครับ แต่มันก็ทำให้เรามีกำลังแรงสู้ต่อไป
เมื่อกี้ผมลืมกิจกรรมสาดน้ำไปอย่างนึงครับ ลืมไปได้ยังไงเนี่ย
กิจกรรมที่ “วันสงกรานต์อ่าวเปอร์เซีย” ขาดมิเคยได้ กับฉากสงครามกลางเมืองที่เวียนกลับมาหาคนไทยทุกๆ ปี อยากรู้ความหมายของคำว่า “สงกรานต์” กันไหมครับ แบบว่าประดับความรู้กันชิลด์ๆ
คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสฤกต แปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น หรือการย้าย การเคลื่อนที่ พระอาทิตย์เคลื่อนที่เข้าสู่ราศีใหม่ หมายถึงขึ้นปีใหม่ของไทยเรานั่นเอง
เชื่อว่าเด็กๆ หลายคนคงทำหน้าสงสัยแบบน่ารักๆ “พี่ไน๊ท์.... มะเหงเกี่ยวกะสาดน้ำตรงไหนเลย”
ผมก็คงกระโดดถีบกลับไปด้วยความน่ารักๆ เช่นกัน
สาดน้ำมันก็เป็นแค่กิจกรรมหนึ่งในสงกรานต์เท่านั้นแหละครับ เช่นเดียวกับการทำบุญ ตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา สรงน้ำพระ รดน้ำผู้ใหญ่ เล่นก่อเจดีย์ทราย
แต่เผอิญการเล่นน้ำ มันน่าเล่นที่สุด
เพราะมันสามารถแตกแขนงเป็นกิจกรรมอื่นๆ แสนปายับปายี้ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระเบิดน้ำแข็ง ประแป้ง จับนมแฟนชาวบ้าน รีมิกซ์เพลง จับกลุ่มเต้นท่าเปรตขอส่วนบุญ ฯลฯ
พวกนี้เคยเขียนไปเมื่อปีที่แล้วนะครับ จำได้ว่าเขียนด่ากระจุยกระจายเลย
จากประสบการณ์เล่นสงกรานต์ทุกปี ผมจะบอกว่ามันอนาถขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ก็คงไม่ผิดนัก ตอนเด็กมันไม่ปาทังก้าวาไรตี้ขนาดนี้นิ
ตอนเด็กผมมีแค่ปืนฉีดน้ำรูปโดนัลด์ดั๊ก 1 กระบอก และขันน้ำพลาสติกเดนตาย 1 อันเท่านั้น และการสาดน้ำแต่ละครั้งของผมก็ไม่เคยเกิน 450 มิลลิกรัม แรงเหวี่ยงของน้ำก็ไม่ถึง 40 ก.ม/ช.ม
เพื่อนๆ ที่เล่นด้วยกันทุกคนในหมู่บ้านก็เป็นอย่างนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองมายืนมองหน้าบ้านท่านก็อดอมยิ้มกับกิจกรรมแสนซนแบบนี้ไม่ได้ บางท่านยังมาร่วมวงฉีดน้ำด้วยกันเลย
แล้วผมเองก็ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ มันเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
สมัยนี้พอพ่อแม่ได้ยินว่าลูกจะออกไปเล่นสงกรานต์ หัวใจท่านแทบสลาย ความรู้สึกเหมือนกับว่าลูกจะออกไปตรวจกับระเบิดชายแดนฝั่งลาว โอกาสรอดชีวิตกลับมาครบองค์ คงมีต่ำพอๆ กับไปว่ายน้ำเล่นในบ่อจระเข้
ถ้าผมมีลูก ผมก็คงเป็นห่วงเขาเหมือนกันล่ะครับ ผมกลัวออกไปแล้วแกจะถูกพวกกระเทยเดนจับกินเป็นอาหาร หรือกลัวว่าแก้วหูแกจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ เพราะทนเสียงนวัตกรรมเครื่องยนต์มอไซด์ของพวกนักซิ่งสมองควายไม่ไหว
ยิ่งนานเข้า สงกรานต์มันก็เหมือนจะยิ่งห่างไกลการสาดน้ำมากไปทุกที
ผมหมายถึงความรู้สึกของการสาดน้ำใส่กันยิ่งไม่ค่อยมีให้กันทุกที หม่อมแม่ผมเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนการสาดน้ำหมายถึงสาดความสุขใส่กันครับ ในอากาศที่ร้อนๆ นี้ ความเย็นจากน้ำก็คือความสุขดีๆ นี่เอง
จริงๆ มันเป็นความหมายที่คิดได้ไม่ยากเลยนะครับ แต่พวกเราเดี๋ยวนี้จะคิดกันบ้างหรือเปล่า
หรือคิดว่าถึงเวลาเราก็มาสาดกันให้เปียกโชกเท่านั้น
ไม่ใช่แค่สงกรานต์ ผมรู้สึกว่าจะให้คนไทยเรารักษาขนบธรรมเนียมประเพณีสวยๆ นี้ไว้ มันคงยากพอๆ กับการรักษาความบริสุทธิ์ของตัวเอง
เหมือนมาตรฐานความสุขของคนไทยกำลังเปลี่ยนไป น่าเครียดแล้วนะครับอย่างนี้ ว่าขอเพียงสนุกสะใจ ใครจะรู้สึกยังไงตูไม่สนทั้งนั้น
สารภาพว่าตอนที่ผมออกไปเล่น มีทั้งความสนุกและความกลัวปะปนกัน
น้ำใจที่น่าจะสาดใส่กันด้วย ไม่มีใครพกติดตัวมาสักกะหยด ทุกคนเล่นเพื่อความสนุกส่วนตัวทั้งนั้น ผมคิดอย่างนี้จริงๆ
จำได้ว่าปีที่แล้ว มีวันนึงที่ผมไม่ได้เล่นสงกรานต์ เพราะต้องนั่งรถออกไปเป็นเพื่อนซื้อของกับแม่ที่ห้างใกล้ๆ บ้าน
ระยะทางจากห้างกลับบ้าน เป็นระยะทาง 700 เมตร โดยประมาณ
ผมเห็นคนนั่งกินเหล้าข้างทาง แถมยังมอมคนที่เล่นสงกรานต์ผ่านไปมา
ผมเห็นจิ๊กโก๋รุมชกต่อยกัน สาเหตุผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ผมเห็นลุงกะป้าแก่ๆ เอาดินสอพองไปป้ายคนซ้อนมอไซด์ ทั้งๆ ที่เขาบอกปัดว่าไม่
ผมเห็นเด็กอายุประมาณ ม. ต้น คู่หนึ่ง ยืนดูดยืนล้วงกันอย่างไม่อายใคร
ผมเห็นกระเทยควายใส่ชุดว่ายน้ำทูพีช กระโดดขึ้นไปเต้นบนโต๊ะ
ผมเห็นสาวๆ กลุ่มหนึ่งแต่งตัวโป๊แนบเนื้อ ไปรุมโปะแป้งผู้ชายที่เดินผ่านไปมา ก่อนถือวิสาสะหอมแก้มทีนึงแล้วแรดไปหาเหยื่อต่อ
และจากนั้นผมก็เห็นอะไรไม่ชัดเจนนัก เพราะมีคนเอาดินสอพองมาละเลงกระจกรถจนเลอะไปหมด
นี่คือเทศกาลขึ้นปีใหม่ของไทย ที่แม้แต่ชาวต่างชาติบางคนยังยอมดั้นด้นข้ามฟ้ามาเล่นงั้นหรือ
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้อีกสัก 10 ปี มันจะพัฒนาและเปลี่ยนรูปแบบกันไปถึงไหน สำหรับประเพณีไทยที่ใกล้จะกลายพันธุ์โดยสมบูรณ์ แต่ผมคนนึงล่ะที่มั่นใจว่า ถ้าช่วงนั้นมาถึงจริงๆ
การเลือกที่จะนอนกินไอศกรีมอยู่บ้าน มันคงจะให้ความสุขได้มากกว่า
อยากไปทะเล อยากกินไอติม