ก่อนจะอ่าน ช่วยกด Ctrl A เปิดไฟก่อนนะครับ ผมกลัวท่านจะสายตาเสีย
เมื่อคืนไฟดับครับ.... ดับทั้งหมู่บ้าน
เวลาประมาณ 5 ทุ่มกว่า หลังจากผมซื้อต้มเลือดหมูเจ้าโปรดกลับเข้าบ้านมาพอดี และก็หลังจากที่เจ้านายเก่าโทรมาขอให้ผมเขียนคำโฆษณาร้านหนังสือให้เขาหน่อย
ก่อนที่ไฟจะดับครับ ลมพัดแรงมาก ผมคิดเอาว่าอาจเป็นลมมรสุมฤดูร้อน (มั้ง)
เสียงราวตากผ้าที่เคลื่อนไปกระแทกหน้าต่าง ทำเอาใจคอไม่ค่อยดี ยังไงไม่รู้
ทั้งน้องชาย และแม่ผมหลับไปแล้ว ทั้งบ้านเหลือผมคนเดียว และความมืดเป็นเพื่อน
มืดแบบว่า มืดสนิทเลยอ่ะครับ ดำปื้ดไปทั่วเลย ไอ้มือถือรุ่นดึกของผมก็ดันมาแบตฯ หมดไอ้ตอนนั้นอีก จะหาไฟจากไหน
รู้สึกแปลกๆ ครับ เวลาอยู่ในความมืด มืดยังไม่พอครับ แล้วมันดันเงียบสนิทเลยด้วยนี่สิ
เหมือนอยู่ในท้องโพริ่งสุรเดช เหมือนผมอยู่อีกมิติยังไงยังงั้น เสียงหายใจตัวเอง ผมรู้เลยว่ามันขาดๆ แล้วก็เป็นการหายใจที่จังหวะไม่ปกติ
น้ำยังไหล โทรศัพท์ยังใช้ได้ ผมคิดจะโทรหาเพื่อนคุยครับ เผื่อว่าบ้านมันจะดับเหมือนกัน หัวอกเดียวกัน
แต่คิดอีกที ไม่เอาดีกว่า ผมว่าบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ
ยังดีที่ผมยังคลำทางไปหาหิ้งพระถูก หาเทียน และไม้ขีดเจอ
ผมจุดเทียนขึ้นมาที่โต๊ะทำงานของผม แสงเทียนทำให้ผมรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก
ในหัวตอนนั้นลืมเรื่องงาน แล้วก็เรื่องกินต้มเลือดหมูไปเลยครับ
ผมหยิบสมุดอาร์ตที่ผมใช้จดมุกขึ้นมา พร้อมกับดินสอไม้หัวทู่ๆ เก่าๆ 1 ด้ามที่เก็บอยู่ในกระป๋องใส่เครื่องเขียน
ผมเริ่มลงมือวาดรูปเล่นๆ เส้นยังสั่นๆ เลยครับ เป็นเพราะความไม่เคยชินแน่ๆ
จู่ๆ ผมก็สังเกตเรื่องนี้ขึ้นมา ว่านานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เราไม่ได้จับดินสอไม้มานั่งเขียนรูปเรื่อยเปื่อยเหมือนตอนเด็กๆ อย่างนี้
ทั้งที่ตอนเด็ก ผมเป็นคนนึงที่ไม่ชอบใช้ดินสอเปลี่ยนไส้ ดินสอกด และชอบใช้ดินสอไม้แท้ๆ
ทุกวันนี้ผมใช้คอมพิวเตอร์เยอะมากในชีวิตประจำวัน แล้วเวลาอยากจดอยากอะไร ผมก็ใช้ปากกาพิกม่างัดขึ้นมาเขียนชุ่ยๆ ทุกครั้งไป มันเร็วดีครับ
ครั้งสุดท้ายที่ผมจับดินสอไม้ มันตอนไหนกันนะ จำไม่ได้เลยจริงๆ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงได้ ผมยกเทียนไปเข้าห้องน้ำ ก่อนกลับออกมาอีกครั้ง
ระหว่างที่ผมกลับมาเขียนรูปไปเรื่อย พลางคิดในหัวไปว่า ถ้าตอนนี้น้ำไม่ไหล แล้วโทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ด้วยล่ะ
มันจะเป็นยังไง.... ความคิดของคนมันจะล่องลอยไปถึงไหน
ความไม่ปลอดภัยเริ่มมาเยือนแล้วครับ บ้านเราตอนนี้มันคงอันตรายกว่าในป่าอเมซอนอีกล่ะมั้ง
เมื่อไหร่ไฟจะมาวะ ตอนนี้ผมเริ่มห่วงงานตัวเองแล้ว
ภาพเขียนของผมเส้นเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนดินสอไม้แท่งนี้มีอารมณ์ร่วม
ไส้ดินสอเริ่มทู่กว่าเดิมครับ
จนสักพักผมก็เลิกเขียนรูป แล้วก็หันมานั่งเอาคัตเตอร์เหลาดินสอเล่นๆ แทน
พอได้เหลาดินสอ อารมณ์ในตอนนั้นผมรู้สึกเริ่มนิ่งขึ้น
ถ้าดินสอมันพูดได้ มันคงบอกว่า แม้ในห้องที่มีเสียงโทรทัศน์ เสียงเพลง และเสียงคุยโทรศัพท์ ตัวฉันเองกลับรู้สึกว่ามันเงียบมาหลายปีแล้ว
ก็ผมนี่แหละ ที่ทำให้มันรู้สึกอย่างนั้น
ก่อนที่ไฟจะมา ก่อนที่จะคืนดินสอไม้ด้ามนี้กลับสู่ความมืด
ผมคิดอยากตอบแทนอะไรมันสักหน่อย ในฐานะครูคนที่ 3 ของเด็กชายไนท์หนุ่ม
เด็กทุกคนต้องเคยจับดินสอเขียนหนังสือนะครับ ดินสอเคยเป็นครูของพวกเราจริงๆ
และก็เหมือนสวรรค์รับรู้ถึงความต้องการของผม หลังจากที่ผมตอบแทนดินสอด้ามนี้ไปแล้ว
จู่ๆ ไฟก็พรึบขึ้นมาซะอย่างนั้น เป็นเวลาจะเที่ยงคืนพอดี
ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว......
ผมเก็บดินสอด้ามนั้นเข้าสู่ที่เดิม
ผมเริ่มเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อจะเริ่มทำงาน
และผมแกะถุงต้มเลือดหมูใส่ชาม....
คงไม่ต้องบอกผู้อ่านนะครับ ว่าผมตอบแทนดินสอเล่มนั้นด้วยวิธีไหน
เนื่องจากเครื่องสแกนมักสแกนไม่ค่อยติดเส้นดินสอที่เบาบาง และผมก็ไม่อยากแต่งภาพ และไม่อยากให้คนอ่านต้องมานั่งแกะลายมือของผม
ตั้งแต่ตอนนั้น ทุกครั้งที่ผมปิดคอมฯ ทีไร ผมจะมองดินสอด้ามนั้นทุกที
คราวนี้ผมกลัวพิกม่าจะน้อยใจจัง.....
edit @ 2006/03/29 14:42:19
เมื่อคืนไฟที่บ้านไม่ดับอ่ะ ลมแรป่าวก้อไม่รู้ อยู่ในห้องนอนตลอด ไม่ได้รู้เรื่องไรกะเค้าเล้ยเรา