ขณะที่เพื่อนทั้ง 2 กำลังทำงานอยู่ในห้องเดียวกัน  จู่ๆ เหตุการณ์แตกหักที่ไม่คิดว่าจะเกิด  ก็ได้เกิดขึ้น

ไอ้ไนท์ : เฮ้ย ไอ้จูน
ไอ้จูน : มีไรวะ

ไอ้ไนท์ : (เสียงเย็นชา) "มึงจะไปไหนก็ไปเลยไป"

ไอ้จูน : เฮ่ย มีไรวะไนท์ จู่ๆ เกิดอารมณ์เสีย
ไอ้ไนท์ : กูไม่อยากเห็นหน้ามึง  ไปพ้นๆ หน้ากูเดี๋ยวนี้เลย

ไอ้จูน : เฮ้ย มึงมีอะไรก็บอกสิวะ  มีอะไรก็เคลียร์ดิ
ไอ้ไนท์ : กูบอกให้ไปไกลๆ ไง  กูไม่อยากเห็นหน้ามึง

ไอ้จูน : ทำไมพูดงี้วะ  กูเพื่อนมึงรึเปล่าเนี่ย
ไอ้ไนท์ : ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

ไอ้จูน : เฮ่ย นี่เรื่องเครียดนะเนี่ย มึงเป็นอะไรวะ  มีอะไรทำไมไม่บอกกูตรงๆ วะ
ไอ้ไนท์ : มันไม่จำเป็น  ยังอีกนะ  ยังไม่รีบไปให้พ้นหูพ้นตากูอีก

ไอ้จูน : เพื่อนเขาทำกันแบบนี้เหรอวะ
ไอ้ไนท์ : กูคิดว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุดว่ะ

ไอ้จูน : ทั้งๆ ที่มึงไม่คิดจะบอกเหตุผลกูสักคำเนี่ยนะ
ไอ้ไนท์ : มึงไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้

ไอ้จูน : เพื่อนเขาทำกันแบบนี้เหรอวะ
ไอ้ไนท์ : ก็บอกแล้วไง  ตอนนี้มึงไม่ใช่แล้ว

ไอ้จูน : กูไม่รู้นะว่ามึงมีปัญหาอะไรในใจกับกู  แต่ไม่ว่ามึงจะโกรธอะไรกู  มึงก็ยังเป็นเพื่อนกูอยู่ดี  จำไว้
ไอ้ไนท์ : พูดจบก็ไปได้แล้ว  ก่อนที่กูจะทนไม่ไหว

ไอ้จูน : มึงจะทำอะไรกู  กูอยากจะรู้นักว่าถ้ากูไม่ออกไป  มึงจะทำอะไรกู
ไอ้ไนท์ : ทางที่ดีมึงออกไปเถอะ

ไอ้จูน : (อารมณ์เริ่มแรง) กูไม่ออก!!!  ทำไมวะ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร!!!  กูจะเคลียร์กับมึงตรงนี้เลย!!!!
ไอ้ไนท์ : กูบอกให้ออกไปไง!!!!
 
ไอ้จูน : ไม่!!!
ไอ้ไนท์ : กูไม่อยากเห็นหน้ามึง!!!
ไอ้จูน : เพื่อนเขาทำกันแบบนี้เหรอวะ!!!!

ไอ้ไนท์ : มึงไม่ฟังกูเลยนะ  ได้.......

 

 

(ปู้ดดดด.....ดดดดด)

 

 

 

ไอ้จูน : อุ๊บ...สส
ไอ้ไนท์ : คือ  กูจะตด...... ชุดใหญ่ 


ไอ้จูน : อูยย...สส  ขมคอ  อย่างแรง
ไอ้ไนท์ : บอกให้ออกไป  ก็ไม่ไปเนอะ

ไอ้จูน : โอย...

ไอ้ไนท์ : ว่าจะกลั้นแล้ว  แต่กลัวสุขภาพไม่ดี

ไอ้จูน : อืม.. ไม่เป็นไร  อย่างน้อยก็ตดเพื่อน  ทำงานต่อเหอะ
ไอ้ไนท์ : อืม  ไม่โกรธกูนะ

ไอ้จูน : ไม่โกรธ  แต่อยากถามอีกครั้ง
ไอ้ไนท์ : ถามว่า

 

 

"เพื่อนเขาทำกันแบบนี้เหรอวะ!!!!" 

 

 

 

เพื่อนรักษาโรค

posted on 03 Jul 2009 03:23 by knightnum

เพื่อนเปรียบเสมือนยารักษาโรคอันครอบจักรวาล อันนี้แปลกแต่จริงนะครับ  แม้ไม่สามารถออกใบรับรองอย่างเป็นทางการได้  แต่การมีเพื่อนรักษาโรคได้อย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ


คุณเคยมีประสบการณ์แปลกๆ แบบนี้ไหม


เป็นโรคปวดหัวตึ้บๆ นั่งคุยกับเพื่อนสักพัก  หาย....หายปวดหัว


เป็นโรคแพ้อากาศ  น้ำมูกไหลไม่หยุด  ออกไปนั่งเล่นเกมกับเพื่อนแป๊บ หาย... น้ำมูกไม่ไหล หายใจเป็นปกติ


เป็นโรคกระเพาะ ปวดท้องอืด  นั่งคุยขำๆ กับเพื่อนจนท้องแข็ง หาย... หายปวดท้องอย่างไม่น่าเชื่อ


เป็นโรคเครียด ได้นั่งระบายกับเพื่อน  หาย... หายเครียดซะงั้น


ปวดแขนปวดขา  แต่ไปเตะบอลกับเพื่อน  หาย... หายปวด  ลืมเจ็บไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ


เป็นร้อนใน  ความดัน  ท้องเสีย  บลาๆๆๆ  อาการเหล่านี้จะทุเลาขึ้นเมื่ออยู่กับเพื่อน 


เพื่อนทำให้เราแข็งแรงขึ้น   แม้กระทั่งตอนที่เราเจ็บจะเป็นจะตายจากการผิดหวังอะไรแรงๆ มาสักอย่าง


เพื่อนสามารถเรียกรอยยิ้มระหว่างน้ำตาได้  


เป็นศาสตร์รักษาโรคที่แปลกดีครับ  ผมรู้สึกแบบนี้นะ  ทำไมตอนนั้นผมถึงหายปวดหัวได้  ทำไมตอนนั้นเราถึงกลับมาหายใจคล่องเหมือนปกติ  ทั้งๆ ที่เมื่อกี้จามเป็นระวิง


เพื่อนสามารถปล่อยรังสีต่อต้านอนุมูลอิสระออกมาได้เหรอ  ทั้งๆ ที่เพื่อนบางคนซกมกยิ่งกว่าเชื้อโรคซะอีก แต่กลับทำให้เราหายโรคได้


ถ้าเป็นเพื่อนที่มีคุณภาพนะครับ  ตรงนี้บางทีสามารถวัดได้เลย


ลองสังเกตเพื่อนๆ เราดูบ้างนะครับ  เราเคยหายป่วยเพราะพวกเขาบ้างหรือเปล่า  เหตุการณ์แบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน  ของแบบนี้ไม่เชื่อจะลบหลู่ก็ได้ครับ เพื่อนไม่ได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาจากไหน  เป็นแค่คนธรรมดาที่สนิทกับเราเท่านั้น

"เฮ่ย... เป็นไรไม่รู้ว่ะวันนี้  น้ำมูกไหลตั้งแต่เช้า  ปวดหัวด้วย"
"โหย สำออยนะมึง  แค่นี้ไม่ถึงตายหรอก  เดี๋ยวก็หาย..."

 

ผ่านไปสักพัก

"เออ... หายแล้วว่ะ จู่ๆ แม่งก็หายเฉยเลย"


"เห็นมะ  กูบอกแล้ว ป่ะ  ไปหาอะไรแดกกัน"

แต่ทางที่ดีอย่าลบหลู่เลยดีกว่าครับ  ควรจะเทิดทูนไอ้พวกนี้ไว้สูงๆ เลย  แม้บางทีมันจะกวนตีนไปหน่อยก็เถอะ

 

แค่หมู....

posted on 01 Jul 2009 20:24 by knightnum

แค่หมู.....

เหอๆ  จริงๆ ต้องอ่านว่าแคบหมูนะ

แต่ตอนเด็กๆ ผมดันฟังไม่ชัด  เลยเรียกผิดไปพักนึง  ตอนนั้นยังอดโมโหแทนชาติสุกรทั่วโลกไม่ได้  ว่าไอ้คนตั้งชื่ออาหารชนิดนี้มันจะหยามเผ่าพันธุ์หมูไปไหน  ทั้งๆ ที่พวกมันอุทิศตัวเพื่อความอร่อยของโลกขนาดนั้น  ยังจะไปเหยียดพวกมันว่าชิ..... แค่หมู  

เอาเถอะ   ตอนนั้นผมฟังผิด  เลยให้อภัยได้  ไม่ถือโทษโกรธเคืองละกัน  (อ้าว  จริงๆ มันก็เริ่มมาจากกรูนิหว่า)

วันนี้ผมได้เห็นภาพคลาสสิคภาพนึงครับ  เป็นสิบปีได้แล้วมั้งครับที่ผมไม่ได้เห็นภาพนี้  นั่นคือเด็กขี่จักรยานแล้วกินแคบหมูไปด้วย  น้ำตาแทบไหล  นึกว่าสมัยนี้เด็กจะไปขลุกอยู่หน้าเครื่องคอมพ์อย่างเดียว  ตอนนั้นให้ผมลื่นเปลือกกล้วยแล้วหัวกระแทกเสาไฟตายไปก็ถือว่าคุ้มแล้ว  ผมนึกถึงตอนเด็กครับ

แคบหมูนี่เป็นสแนคที่โลโซมาก..... ถุงละ 1 บาท 2 ชิ้น  หาซื้อได้ตามร้านค้าเก่าๆ คนขายแก่ๆ  พวกผมจะปั่นจักรยานมาเป็นแก๊งค์ครับ  แล้วก็แวะซื้อไปคนละห่อ  ใครเป็นหัวหน้าแก๊งค์จะได้ชิ้นใหญ่สุด  ความมันส์อยู่ตรงนี้ครับ  พวกเราจะแข่งกันว่าใครกัดแคบหมูได้ดังสนั่นที่สุด  มันเป็นอำนาจอย่างนึงที่เด็กจนๆ พึงจะมีครับ   แต่โคตรเท่ห์เลยโขวโบก  ยิ่งไปจับกลุ่มกันหน้าบ้านที่ลูกสาวสวยๆ นะ  กัดกร๊วม!!!  เธอหันมามองแล้วยิ้มให้  เอาโว้ย  เธอมีใจ!!  เธอมีใจ!!!!  

สมัยนั้นพวกผมก็กล้าคิดกันได้เนอะ   กินแคบหมูโชว์หญิง...... 

เธอหันมามองจากนั้นก็ขึ้นรถไปเรียนพิเศษ  พลางกินมันฝรั่งกระป๋องละ 30 บาทไปด้วย   โอย..... ถ้าตอนนั้นรู้สึกอะไรสักหน่อยนะ  ผมคงขี่จักรยานพุ่งลงคลองประชดฐานะตัวเองไปแล้ว

และด้วยความที่แคบหมูถูกมากกก.....กกก   สังเกตจากการลากเสียง  มันก็มักจะถูกใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงฉลองเสมอ  แบบเวลาไปเตะบอลกับซอยอื่นแล้วชนะกลับมา  ขากลับขี่จักรยานนี่แทบจะเหมาเลี้ยงทั้งร้าน  รวมราคาเต็มที่ก็ 5 บาทล่ะครับ 10 ชิ้นนี่แบ่งกินได้ทั้งทีม  บางทีลองชั่งใจดู  ซื้อขนมถุงดีมั้ย  ไฮโซกว่าด้วย 

ปัญหามันมีอยู่ว่า  ขนมถุงบางยี่ห้อชิ้นไม่เท่ากัน  ความเข้มข้นไม่เท่ากัน  ถ้าจะแบ่งก็เท่าเทียมก็เสียเวลา  ให้ผลัดกันจกก็ไม่ยุติธรรมอีก 

ผมเคยจกคอนเน่มาชิ้นนึง  ไอ้ตัวใหญ่แม่งโวยเลย  เฮ้ยๆ ชิ้นนี้สีเข้ม  ของกู   มึงไปเอาชิ้นอื่น.... อ้าว  ตอนนั้นยังแอบคิดเลยว่า  ไอ้บริษัทผลิตนี่มันทอดภาษาอะไรของมัน  กระทะเดียวกันหรือเปล่าวะ  มึงจะเฉลี่ยความเข้มข้นให้มันเท่าๆ กันเนี่ยจะตายมั้ย

กินแคบหมูนี่แหละอิ่มกว่าเยอะ  สบายใจกว่าด้วย  ต่อให้ชิ้นไหนใหญ่กว่าเราก็ไม่รู้สึกอิจฉา.... เพราะเราวัดความเจ๋งที่เสียงกรอบ  ฮ่าๆ  ชิ้นใหญ่แต่มันเยอะไม่กรอบ  เคี้ยวไปก็เป็นที่อับอาย

แม้ชื่อจะแคบ  แต่ตำนานของมันกว้างมาก  แต่ก็เข้าใจว่ายุคสมัยเปลี่ยน  อะไรๆ ที่เราคิดถึงมันก็เปลี่ยนไป  เดี๋ยวนี้แคบหมูกลายเป็นสินค้าตามห้าง  มีหลายเจ้าหลายสูตร  อนาคตมันต้องดำเนินต่อไป  ทิ้งไว้แต่ความคลาสสิคอยู่เบื้องหลัง

ถามจริงๆ เหอะ   ไอ้คนที่ตั้งชื่อว่าแค่หมูเนี่ย....  มันคิดอะไรของมันอยู่  เออสิมันไม่ใช่สเต็กหมู  มันไม่ใช่ขาหมูเยอรมันที่ต้องมีเงินเป็นพันถึงจะแตะต้องมันได้  แต่ทุกของกินในโลกนี้ล้วนมีคุณค่าและความสำคัญในตัวมันเอง  ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าทางอาหารหรือจิตใจ  เข้าใจบ้างมั้ย   อ้าว  เพิ่งนึกได้   กรูฟังผิดเองนี่หว่า  

ว้าห์..... เขกกะโหลกน่ารักเอาตัวรอดดีกว่า  บะบุย